รถรับจ้างขนของ แอร์รถยนต์ มีการทำงานอย่างไร และมีวิธีดูแลรักษาอย่างไร

รถรับจ้างขนของ แอร์รถยนต์ มีการทำงานอย่างไร และมีวิธีดูแลรักษาอย่างไร ยิ่งนับวันโลกเรายิ่งร้อนขึ้น รถยนต์บนท้องถนนก็ยิ่งจะมีมากขึ้นเหมือนกัน ปัญหารถติดจึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเจอ ซึ่งคนใช้รถใช้ถนนจึงต้องอยู่ในรถกันนานมากกว่าเมื่อก่อน และอุปกรณ์ในรถยนต์ที่สามารถทำให้เราๆ สามารถอยู่ในรถได้โดยไม่ร้อนจนเป็นลม หรือสูดมลพิษจนเป็นมะเร็ง นั่นก็คือแอร์รถยนต์

โดยเราจะเริ่มที่การทำงานเบื้องต้นของระบบแอร์กันก่อนนะครับ โดยระบบแอร์จะมีอุปกรณ์อยู่หลายอย่าง คือ

คอมเพรสเซอร์ (Compressor) จะทำหน้าที่ดูดสารทำความเย็น ที่มีสถานะเป็นไอจากอีวาโปเรเตอร์ มาทำการอัดให้เป็นไอแรงดันสูงแล้วส่งออก ก่อนจะส่งไปยัง คอนเดนเซอร์

แผงแอร์ (Condenser) มีหน้าที่กำจัดความร้อนออกจากสารทำความเย็น โดยผ่านความร้อนไปที่อากาศข้างนอก ซึ่งจะมีพัดลมช่วยเป่าระบายอากาศของเครื่องยนต์ และพัดลมไฟฟ้าสำหรับระบบแอร์ช่วยทำงาน และจะทำการควบแน่นจากไอแรงดันสูง ให้กลายเป็นของเหลวความดันสูง

กรองน้ำยาแอร์ (Receive-Drier) จะทำหน้าที่เก็บสารทำความเย็น แล้วส่งต่อไปที่แอ็กแพนชั่นวาล์ว (Expansion Valve) และยังมีหน้าที่ดูดซับความชื้นในสารทำความเย็น และกรองสิ่งเจือปนต่างๆ

วาล์วแอร์ (Expansion Valve) ทำหน้าที่ฉีดสารทำความเย็นที่เป็นของเหลวเข้าไปในตู้แอร์ แล้วจะนำความร้อนออกจากผู้โดยสาร ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเย็นขึ้น

ตู้แอร์รถยนต์ (Evaporator) ทำหน้าที่นำพาความร้อนไปที่สารทำความเย็น แล้วเมื่อสารทำความเย็นเจอความร้อน ก็จะกลายเป็นไอ และสุดท้ายจะถูกดูดออกโดยคอมเพรสเซอร์ เพื่อผ่านขบวนการทำให้กลับมาเป็นของเหลวอีกครั้ง

ข้อแนะนำในการดูแลรักษาระบบแอร์

1. ควรตรวจเช็คระบบแอร์ของคุณเอง ว่ามีอาการเย็นไหม หรือแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือเปล่า
2. ตรวจเช็คที่ศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานทุกๆ 3-6 เดือน
3. การหมดอายุการใช้งานของอะไหล่ อาจจะทำให้ระบบแอร์อาจจะมีการรั่วซึมได้
4. เราต้องดูให้แน่ใจก่อนว่ารถของเรานั้นใช้น้ำยาแอร์แบบไหน R-12 หรือ R134a เพราะทั้ง2ตัวนี้ ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ และรถที่ใช้ R-12 ไม่สามารถใช้ R-134a ได้ แต่ คันไหนที่เติม R-134a สามารถเติม R-12 ได้ (R-12 จะใช้กับรถที่ผลิตก่อนพ.ศ.2538 แต่หลังจากนี้จะใช้ R-134a)